ภูมิทัศน์สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทย: ตลาดเล็ก ๆ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่

excerpt
การนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจีน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะหลัง ท่ามกลางการขยายตัวของธุรกิจ e-commerce ข้ามพรมแดน และได้สร้างความท้าทายให้แก่ SME ไทย จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายครั้งสำคัญคือการยกเลิกเกณฑ์ de minimis ที่ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนำเข้ากับสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทในปี 2567 และ 2569 ตามลำดับ บทความนี้นำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับพัฒนาการของการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำผ่านข้อมูลใบขนสินค้าขาเข้าของกรมศุลกากร เพื่อชี้ให้เห็นถึงนัยเชิงนโยบายจากการยกเลิกเกณฑ์ de minimis ดังกล่าว ผลการศึกษาพบการเร่งขึ้นอย่างรวดเร็วของการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ โดยเฉพาะสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค เช่น เสื้อผ้า ซึ่งแหล่งที่มาของสินค้ามูลค่าต่ำมีความกระจุกตัวชัดเจนโดยสินค้าจีนมีสัดส่วนสูงกว่า 80% และนำเข้าทางบกเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สินค้ามูลค่าต่ำจากต่างประเทศบางส่วนเป็นวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง ตลอดจนสินค้าทุน การยกเลิกเกณฑ์ดังกล่าวจึงอาจส่งผลต่อทั้งราคานำเข้าที่ผู้บริโภคเผชิญไปจนถึงต้นทุนการผลิตของธุรกิจ นอกจากนี้ เกณฑ์ de minimis ทำให้ผู้ขายตั้งราคาขายสินค้าให้ต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อยในบางช่วง แต่ผลดังกล่าวหมดไปตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2567 ในระยะข้างหน้า ภาครัฐควรติดตามการส่งผ่านผลของภาษีไปที่ราคานำเข้า การตอบสนองของผู้บริโภค ความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย รวมถึงผลกระทบต่อรายได้ภาษี เพื่อประเมินผลประโยชน์สุทธิของนโยบาย
เมื่อการสั่งของราคาหลักสิบหรือหลักร้อยจากจีนที่มาถึงหน้าบ้านภายในไม่กี่วัน กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของคนไทย คำถามสำคัญคือ เบื้องหลังกล่องพัสดุเล็ก ๆ เหล่านี้ที่รวมกันเป็นหลายสิบล้านกล่องในแต่ละปี ปริมาณการนำเข้าสินค้าเหล่านี้ โครงสร้างภาษี และการแข่งขันของผู้ประกอบการในประเทศกำลังจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร หลังจากที่ภาครัฐได้ประกาศยกเลิกเกณฑ์ de minimis ที่ยกเว้นภาษีแก่สินค้ามูลค่าต่ำ บทความนี้นำเสนอข้อเท็จจริง (stylized facts) เกี่ยวกับพัฒนาการของการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำของไทย และชี้ให้เห็นนัยเชิงนโยบายจากการยกเลิกเกณฑ์ de minimis ดังกล่าวที่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในปี 2569
ในบริบทศุลกากรไทย เกณฑ์ de minimis หมายถึงมูลค่าขั้นต่ำของสินค้านำเข้าที่ได้รับการยกเว้นการเรียกเก็บภาษี โดยก่อนปี 2567 รัฐบาลไทยกำหนดให้สินค้านำเข้าที่มีมูลค่ารวมค่าประกันภัยและค่าขนส่ง (Cost, Insurance and Freight: CIF) ไม่เกิน 1,500 บาทได้รับการยกเว้นอากรนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนธุรกรรมและส่งเสริมให้การนำเข้าสินค้ารายย่อยคล่องตัวมากขึ้น
ในเชิงโครงสร้าง ตลาดสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำมีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นสามประการ ได้แก่
- มูลค่าต่อหน่วยสินค้าอยู่ในระดับต่ำ หากแต่ปริมาณธุรกรรมโดยรวมมีขนาดมหาศาล
- สินค้าส่วนใหญ่อยู่ในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคที่ผู้บริโภคไทยมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง
- ตลาดดังกล่าวดำเนินการผ่านห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงระหว่างจีน ลาว และไทย โดยอาศัยแพลตฟอร์ม e-commerce และระบบการขนส่งข้ามพรมแดนเป็นกลไกหลัก
ด้วยเหตุนี้ สินค้าในกลุ่มนี้จึงมิอาจถูกพิจารณาเพียงในฐานะของ "สินค้าราคาถูก" แต่ยังก่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ในรูปแบบของพัสดุชิ้นเล็ก ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ปริมาณการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนส่งผลกระทบอย่างเป็นระบบต่อโครงสร้างตลาดภายในประเทศ ขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SME และฐานภาษีของรัฐ แรงกดดันเชิงโครงสร้างดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจของรัฐบาลไทยในการยกเลิกการยกเว้นการเรียกเก็บภาษีภายใต้เกณฑ์ de minimis โดยรัฐบาลได้เริ่มบังคับใช้การจัดเก็บ VAT สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทนับตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2567 เพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ขายในต่างประเทศกับผู้ขายในประเทศ และกรมศุลกากรได้ยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา ส่งผลให้สินค้านำเข้าทุกรายการจะต้องเสียทั้ง VAT และอากรศุลกากรนับแต่บาทแรก ทั้งนี้ ภาษีนำเข้าส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 10–30% แตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า การเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายดังกล่าวจึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิทัศน์การนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำในประเทศไทย
การยกเลิกเกณฑ์ de minimis นี้มิใช่ปรากฏการณ์เฉพาะของไทย หากแต่สะท้อนแนวโน้มเชิงนโยบายในระดับนานาชาติที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สหรัฐอเมริกายกเลิกเกณฑ์ดังกล่าวสำหรับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ภายหลังจากที่ได้ยกเลิกเกณฑ์นี้สำหรับสินค้าจากจีนไว้แล้วในช่วงปลายปี 2567 เวียดนามและสหภาพยุโรปดำเนินมาตรการในทิศทางเดียวกันในเดือนกุมภาพันธ์และพฤศจิกายน 2568 ตามลำดับ ส่วนตุรกีเลือกใช้แนวทางการปรับลดเพดานมูลค่าสินค้า de minimis จาก 150 ยูโรเหลือ 30 ยูโรในเดือนสิงหาคม 2567 ขณะที่อินโดนีเซียปรับลดเพดานดังกล่าวจาก 75 ดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือเพียง 3 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2563 เพื่อรับมือกับการไหลบ่าของสินค้านำเข้าคุณภาพต่ำ นอกจากนี้ ญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาดำเนินมาตรการในทิศทางเดียวกัน
บทความนี้นำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับพัฒนาการของการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำในประเทศไทย ในมิติขนาด แหล่งที่มา ช่องทางการนำเข้า ประเภทสินค้า และราคา โดยวิเคราะห์ข้อมูลใบขนสินค้าขาเข้าของกรมศุลกากร ครอบคลุมช่วงปี 2559–2568 เพื่อนำเสนอนัยเชิงนโยบายจากการยกเลิกเกณฑ์ de minimis ทั้งนี้ ผู้เขียนนิยามสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำว่าหมายถึงสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทต่อหนึ่งรายการที่ปรากฏขึ้นในใบขนสินค้า
ในปี 2568 มูลค่าการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำของไทยโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 37,500 ล้านบาท (รูปที่ 1) โดยกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าดังกล่าว หรือราว 20,000 ล้านบาท เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค คิดเป็น 1.4% ของมูลค่าสินค้านำเข้าเพื่ออุปโภคบริโภคทั้งหมด ในเชิงพัฒนาการ ตลาดนี้แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยมูลค่าการนำเข้ารวมเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 150 เมื่อเทียบกับปี 2563 แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการค้าระหว่างประเทศของไทย กล่าวคือ การนำเข้าได้เปลี่ยนผ่านจากช่องทางดั้งเดิมไปสู่แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนที่มีความรวดเร็วและต้นทุนต่ำ
สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศ e-commerce ของไทยในปัจจุบัน โดยมูลค่าสินค้านำเข้า de minimis ของไทยในปี 2567 คิดเป็นประมาณ 5% ของมูลค่ายอดขายออนไลน์รวมจาก 3 แพลตฟอร์ม e-commerce หลักของไทย (Shopee, Lazada และ Tiktok)1 ซึ่งข้อสังเกตสำคัญคือ สัดส่วนดังกล่าวใกล้เคียงกับกรณีของสหรัฐฯ ทั้ง ๆ ที่เพดานเกณฑ์ de minimis ของไทยนั้นจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ของสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดไว้ที่ 800 ดอลลาร์สหรัฐฯ มากก็ตาม
โครงสร้างแหล่งกำเนิดของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยในปี 2559 สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทยมีแหล่งกำเนิดที่ค่อนข้างหลากหลาย โดยญี่ปุ่นมีสัดส่วนสูงสุดที่ราว 35% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด (รูปที่ 2) และจีนมีสัดส่วนรองลงมาที่ประมาณ 20% ขณะที่แหล่งอื่น ๆ เช่น อาเซียน และสหภาพยุโรป มีบทบาทสำคัญเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ข้อมูลในช่วง 3 ปีล่าสุด (2566–2568) ชี้ว่ามากกว่า 80% ของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำมีแหล่งกำเนิดจากประเทศจีน และสัดส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำจากญี่ปุ่นมีสัดส่วนลดลงชัดเจนมาอยู่ที่ประมาณ 5% ในปี 2568 ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนการเพิ่มความกระจุกตัวของแหล่งนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการพึ่งพาประเทศจีน ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของการค้าข้ามพรมแดนระหว่างจีนกับประเทศในอาเซียนที่เอื้อให้ผู้ประกอบการจีนสามารถเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้สะดวกขึ้นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ
ความกระจุกตัวในการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำจากจีนเห็นได้ชัดเจนในทุกประเภทสินค้า โดยในปี 2568 สัดส่วนการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุนที่มาจากจีนอยู่ที่ 90%, 75%, และ 65% ตามลำดับ (รูปที่ 3) โดยญี่ปุ่นมีบทบาทรองลงมาโดยมีสัดส่วนอยู่ที่ราว 10% สำหรับวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง และ 15% สำหรับสินค้าทุน
รูปแบบการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำของไทยมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา จากเดิมที่พึ่งพาการขนส่งทางอากาศเป็นหลัก ไปสู่การนำเข้าทางบกผ่านระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนที่เชื่อมโยงจีน–ลาว–ไทยโดยตรง
ในช่วงปี 2559–2563 สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำส่วนใหญ่ของไทยถูกนำเข้าผ่านช่องทางทางอากาศเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 70–80% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด (รูปที่ 4) รองลงมาคือการนำเข้าทางเรือ ขณะที่การนำเข้าทางบกมีบทบาทค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตาม โครงสร้างดังกล่าวเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา และยิ่งชัดเจนในปี 2566 โดยข้อมูลในช่วงปี 2566–2568 ชี้ว่า สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทยกว่า 70% ถูกนำเข้าผ่านทางรถยนต์ ขณะที่สัดส่วนการนำเข้าสินค้าทางอากาศลดลงอย่างมาก ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเดียวกันกับที่การนำเข้าสินค้าผู้บริโภคมูลค่าต่ำโดยเฉพาะที่มีแหล่งที่มาจากประเทศจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนผ่านนี้จึงอาจสะท้อนการเกิดขึ้นของระบบโลจิสติกส์ทางบกที่มีต้นทุนต่ำกว่า สามารถรองรับการขนส่งพัสดุจำนวนมาก และเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม e-commerce ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อพิจารณาเชิงพื้นที่ การนำเข้าทางรถยนต์มีความกระจุกตัวสูงในจังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยข้อมูลปี 2568 ระบุว่า มากกว่า 95% ของสินค้าที่นำเข้าทางรถยนต์เข้าสู่ประเทศผ่านด่านมุกดาหารและนครพนม (รูปที่ 5) และมีแหล่งที่มาจากประเทศจีนแทบทั้งหมด รูปแบบดังกล่าวสอดคล้องกับบทบาทของเส้นทางโลจิสติกส์ R9–R12 ซึ่งทำหน้าที่เป็นแกนหลักของการขนส่งสินค้า e-commerce จากแหล่งผลิตในจีน ผ่านลาว เข้าสู่ตลาดไทยภายในระยะเวลาอันสั้น
ทั้งนี้ ลักษณะเฉพาะของระบบโลจิสติกส์ของ e-commerce ข้ามพรมแดน คือการผสานระหว่าง
- การรวมพัสดุจำนวนมาก (consolidation)
- การขนส่งทางบกต้นทุนต่ำ
- การกระจายสินค้าอย่างรวดเร็วถึงผู้บริโภคปลายทาง ซึ่งทำให้การนำเข้าทางรถยนต์สามารถแข่งขันกับการขนส่งทางอากาศได้ทั้งด้านต้นทุนและระยะเวลา การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังช่วยอธิบายการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำจากจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา2
โครงสร้างประเภทสินค้าของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทยสะท้อนว่า ตลาดนี้ไม่ได้มีบทบาทเพียงในฐานะสินค้าสำหรับผู้บริโภคปลายทางเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นปัจจัยการผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตภายในประเทศ
เมื่อพิจารณาพัฒนาการในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ดังแสดงในรูปที่ 6 พบว่า ในปี 2559 กว่าครึ่งหนึ่งของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำเป็นวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง (raw materials และ intermediate goods) ขณะที่ราว 30% เป็นสินค้าทุน (capital goods) ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภค (consumer goods) มีสัดส่วนเพียงประมาณ 10% อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โครงสร้างดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แม้มูลค่าการนำเข้าจะเพิ่มขึ้นในทั้ง 3 กลุ่ม แต่ในเชิงสัดส่วน สัดส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับการลดลงของสัดส่วนของวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุน แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายตัวของ e-commerce ข้ามพรมแดนและพฤติกรรมการสั่งซื้อสินค้ามูลค่าต่ำโดยตรงจากต่างประเทศของผู้บริโภคไทย
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโครงสร้างประเภทสินค้าในปี 2568 ประมาณ 50% ของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่อีกราว 30% เป็นวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง และประมาณ 10% เป็นสินค้าทุน ดังนั้น แม้บทบาทในฐานะสินค้าบริโภคขั้นสุดท้ายจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงหลัง แต่สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำก็ยังคงมีความสำคัญในฐานะปัจจัยการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบสินค้าในระดับที่ละเอียดขึ้นภายในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นการนำเข้าสินค้าจำพวกเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้ารวมในปี 2568 กว่า 10,000 ล้านบาท และขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา (รูปที่ 7) ขณะที่อีกราว 25% อยู่ในหมวดการผลิตอื่น ๆ เช่น กระเป๋าเดินทาง ภาชนะใส่ของ อุปกรณ์กีฬา นาฬิกา และอุปกรณ์แต่งผม สำหรับกลุ่มวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง เกือบครึ่งหนึ่งเป็นสินค้าในหมวดเคมีภัณฑ์ (เช่น ของใช้และบรรจุภัณฑ์พลาสติก เทปกาว) อีกประมาณ 15% อยู่ในหมวดยานยนต์ (เช่น อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์และจักรยาน) และราว 10% เป็นสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า (เช่น ตัวต้านทานไฟฟ้า อุปกรณ์สวิตช์/ป้องกันวงจร สายไฟ สาย LAN) ในส่วนของสินค้าทุน ราว 40% เป็นสินค้าในกลุ่มโลหะและเหล็ก เช่น สกรู น็อต และดอกสว่าน และอีกประมาณ 35% อยู่ในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ เช่น ตัวเก็บประจุ อะไหล่เครื่องยนต์ (ลูกสูบ วาล์ว ฝาสูบ) และหม้อแปลงไฟฟ้า เป็นต้น3
นอกจากนี้ แม้ว่าสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำจะคิดเป็นเพียง 0.33% ของมูลค่านำเข้ารวมทั้งหมดของไทยและมีสัดส่วนที่ 1.4% ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค แต่หากพิจารณาในระดับรายสินค้าย่อยดังแสดงในรูปที่ 8 จะพบว่าสัดส่วนของสินค้านำเข้าที่เข้าข่าย de minimis มีความสำคัญมากกว่าที่ภาพรวมสะท้อน โดยเฉพาะสำหรับสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค ตัวอย่างเช่น ในปี 2568 สินค้าพวกเสื้อผ้าผู้หญิงและอุปกรณ์แต่งผม (เช่น วิกผม ขนตาปลอม) มีสัดส่วนของสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำสูงถึงประมาณ 45% และ 35% ต่อมูลค่านำเข้ารวมของสินค้ากลุ่มนั้น ๆ ตามลำดับ ขณะที่สินค้าบางประเภท เช่น หวี กิ๊บหนีบผม และหมวกคิดเป็นสัดส่วนราว 35% กรรไกรตัดเล็บ 30% ขณะที่ลูกปัดแก้วและเครื่องประดับเทียมก็มีสัดส่วนสูงกว่า 20%
ดังนั้น โครงสร้างประเภทสินค้าข้างต้นชี้ให้เห็นว่า การยกเลิกเกณฑ์ de minimis ในปี 2569 มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบในวงกว้างเกินกว่าเพียงผู้บริโภคปลายทาง โดยอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจรวมถึงโครงสร้างการแข่งขันในบางภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นมิติที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้านในการออกแบบมาตรการเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้อง
การมีอยู่ของเกณฑ์ de minimis เอื้อประโยชน์ต่อการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ ผ่านการยกเว้นภาษีรวมถึงการหลีกเลี่ยงต้นทุนอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการปฏิบัติพิธีการศุลกากร ผู้ประกอบการจึงอาจมีแรงจูงใจที่จะกำหนดราคาสินค้าให้เท่ากับหรือต่ำกว่า 1,500 บาท เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากเกณฑ์ de minimis ดังนั้น จึงอาจเห็นการกระจุกตัว (bunching) ของราคาสินค้าในช่วงของราคาดังกล่าว โดยในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา พบว่าเกณฑ์ de minimis นี้ทำให้ terms of trade4 ของประเทศดีขึ้น เนื่องจากผู้ขายสินค้าจากต่างประเทศยอมลดราคาของตนลงเพื่อให้อยู่ใต้เกณฑ์ ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภคที่ได้ซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง (Fajgelbaum & Khandelwal, 2024)
ในกรณีของไทย เมื่อพิจารณาการกระจายตัว (distribution) ของจำนวนรายการการนำเข้าสินค้ารอบเกณฑ์มูลค่า 1,500 บาท (รูปที่ 9) พบว่า ในภาพรวม จำนวนรายการจะลดลงเมื่อมูลค่าเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มีการกระจุกตัวของสินค้านำเข้าอย่างชัดเจนสำหรับมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท และจำนวนรายการลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมูลค่าเกินเกณฑ์ดังกล่าว โดยการกระจุกตัวนี้พบชัดเจนในช่วงก่อนที่รัฐจะเริ่มเก็บภาษี VAT ในเดือนกรกฎาคม ปี 2567 และมีความเด่นชัดในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (รูปที่ 10) ผลที่ได้จึงสะท้อนกลยุทธ์การตั้งราคาของผู้ประกอบการที่ต้องการใช้ประโยชน์จากเกณฑ์ de minimis
อย่างไรก็ตาม การกระจุกตัวของราคาสินค้านำเข้าเริ่มหายไปตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 ต่อเนื่องมาถึงปี 2568 โดยจำนวนรายการนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์ de minimis ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับในอดีต พัฒนาการที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นผลจากการที่ภาครัฐเริ่มจัดเก็บภาษี VAT สินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก ซึ่งเพิ่มต้นทุนการนำเข้าและเปลี่ยนกลยุทธ์การตั้งราคาของผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ
การยกเลิกเกณฑ์ de minimis และการเริ่มจัดเก็บ VAT และภาษีศุลกากร ตั้งแต่บาทแรกในปี 2567 และ 2569 ตามลำดับ ถือเป็น จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของตลาดสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำของไทย การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ส่งผลเพียงต่อรายได้ภาครัฐ แต่ยังอาจส่งผลต่อพฤติกรรมผู้ขาย ผู้บริโภค และการแข่งขันของ SME ทั้งนี้ ในระยะต่อไป เพื่อประเมินผลกระทบของการยกเลิกเกณฑ์ de minimis ต่อเศรษฐกิจโดยรวม ภาครัฐควรติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นในมิติต่าง ๆ ดังนี้
ผลต่อผู้บริโภค ผู้บริโภคจะรับภาระภาษีมากน้อยเพียงใด โดยภาษีนำเข้าของไทยส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 10–30% เช่น เสื้อผ้าและรองเท้านำเข้าถูกจัดเก็บภาษีสูงถึง 30% ในหลักการแล้ว ภาระภาษีจะตกอยู่กับผู้บริโภคมากหรือน้อยขึ้นกับหลายปัจจัยทั้งอัตราภาษีนำเข้า ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา และระดับการแข่งขันกับสินค้าและผู้ขายไทย คำถามสำคัญที่ตามมาคือเมื่อยกเลิกการยกเว้นภาษีแล้ว ราคาสินค้าซึ่งสะท้อนระดับการผลักภาระภาษี จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร แพลตฟอร์ม e-commerce ในประเทศไทยจะมีการ absorb ภาษีแค่ไหน และจะส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคมากน้อยแค่ไหน สินค้าจากผู้ประกอบการไทยจะทดแทนได้เพียงไร
ผลต่อผู้ประกอบการไทย สนามแข่งขันจะเท่าเทียมขึ้นจริงหรือไม่ โดยเฉพาะในบริบทที่ผู้บริโภคไทยมีความคุ้นชินกับการสั่งซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม e-commerce นอกจากนี้ แม้ผู้ประกอบการไทยจะมีความเท่าเทียมในเชิงภาษี แต่จำเป็นต้องปรับตัวรูปแบบใดอีกหรือไม่เพื่อให้สามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศจีนได้ดียิ่งขึ้น
ผลต่อรัฐ มูลค่าภาษีศุลกากรและ VAT ที่รัฐคาดหวัง จะจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงไร นอกจากนี้ภาครัฐได้มีการเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติหลังการยกเว้นเกณฑ์ de minimis เช่นกัน โดยหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคือ การเชื่อมโยงข้อมูลจากแพลตฟอร์ม e-commerce5 ไปที่กรมศุลกากรเกี่ยวกับรายละเอียดสินค้าที่จำหน่ายตั้งแต่ต้นปี 2569 ซึ่งน่าสนใจว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าวจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีเพียงไร
เอกสารอ้างอิง
- รายงาน E-commerce in Southeast Asia 2024 โดย Momentum Works↩
- แม้ฐานข้อมูลใบขนจะแสดงให้เห็นว่า ผู้นำเข้าส่วนใหญ่เป็นภาคเอกชน แต่ยังไม่สามารถจำแนกประเภทผู้นำเข้าได้อย่างละเอียด เช่น ความแตกต่างตามขนาดของธุรกิจ หรือการนำเข้าที่ดำเนินการผ่านและไม่ผ่านแพลตฟอร์ม e-commerce ส่งผลให้การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของฝั่งผู้นำเข้ายังมีข้อจำกัด↩
- สินค้าที่ถูกจำแนกเป็นวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง รวมถึงปัจจัยทุนบางส่วน อาจนำเข้ามาเพื่อใช้โดยผู้บริโภคหรือธุรกิจเอง ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยการผลิต↩
- Terms of trade หรืออัตราการค้า คืออัตราส่วนของราคาส่งออกต่อราคานำเข้า↩
- Lazada, Shopee, Tiktok, Shein, Temu↩










