Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
TH
EN
Research
Research
Discussion Paper
PIERspectives
aBRIDGEd
PIER Blog
The Differential Impact of Aging on Structural Change: Insights from Cross-Country Analysis Based on Income Levels
Discussion Paper ล่าสุด
The Differential Impact of Aging on Structural Change: Insights from Cross-Country Analysis Based on Income Levels
ธุรกิจไทยบนเส้นทางสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: ความพร้อมและบทบาทของ Transition Finance
aBRIDGEd ล่าสุด
ธุรกิจไทยบนเส้นทางสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: ความพร้อมและบทบาทของ Transition Finance
Events
Events
Conferences
Research Workshops
Policy Forums
Seminars
Exchanges
Research Briefs
อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกับการเปลี่ยนผ่านทางด้านเทคโนโลยี
งานสัมมนาล่าสุด
อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกับการเปลี่ยนผ่านทางด้านเทคโนโลยี
PIER Research Workshop ประจำปี 2569
งานประชุมเชิงปฏิบัติการล่าสุด
PIER Research Workshop ประจำปี 2569
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ
ป๋วย อึ๊งภากรณ์
Puey Ungphakorn Institute for Economic Research
Community
Community
PIER Research Network
Visiting Fellows
Funding and Grants
PIER Research Network
PIER Research Network
Funding & Grants
Funding & Grants
About Us
About Us
Our Organization
Announcements
PIER Board
Staff
Work with Us
Contact Us
Staff
Staff
ประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุนสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประจำปี 2569 ประเภททั่วไป
ประกาศล่าสุด
ประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุนสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประจำปี 2569 ประเภททั่วไป
aBRIDGEdabridged
Making Research Accessible
QR code
Year
2026
2025
2024
2023
...
Topic
Development Economics
Macroeconomics
Monetary Economics
Labor and Demographic Economics
...
/static/ea746450fde05e4e55ecdd4861d751d5/41624/cover.jpg
24 กรกฎาคม 2569
20261784851200000

ธุรกิจไทยบนเส้นทางสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: ความพร้อมและบทบาทของ Transition Finance

ท่ามกลางแรงกดดันให้ลดคาร์บอน ธุรกิจไทยมีข้อจำกัดด้านใด และกลไกทางการเงินจะช่วยปลดล็อกการเปลี่ยนผ่านได้อย่างไร
มุทิตา อริยะวุฒิกุลกรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์
ธุรกิจไทยบนเส้นทางสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ: ความพร้อมและบทบาทของ Transition Finance
excerpt

เมื่อมาตรฐานด้านคาร์บอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกติกาการค้าและการลงทุน การปรับตัวสู่การผลิตคาร์บอนต่ำกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่มภาคอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงและลดการปล่อยได้ยาก (hard-to-abate sectors) และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น (energy-intensive sectors) ซึ่งต้องลงทุนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี กระบวนการผลิต และสินทรัพย์เดิม บทความนี้วิเคราะห์ว่าธุรกิจกลุ่มดังกล่าวมีลักษณะและความพร้อมทางการเงินอย่างไร พร้อมประเมินเงินลงทุนและเงินทุนภายนอกที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่าน โดยอาศัยกรอบแนวคิดและบทเรียนด้าน transition finance จากต่างประเทศประกอบการวิเคราะห์ บทความนี้ชี้ว่า แม้ธุรกิจกลุ่มเปลี่ยนผ่านจะมีขนาดใหญ่และดำเนินกิจการมายาวนานกว่าโดยเฉลี่ย แต่ไม่ได้มีสภาพคล่องหรือความสามารถในการทำกำไรสูงกว่าธุรกิจทั่วไปอย่างชัดเจน เงินลงทุนรวมเพื่อรองรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในช่วงประมาณ 26,287–134,476 ล้านบาท โดยมีความต้องการเงินทุนจากภายนอกในช่วง 13,144–107,581 ล้านบาท ข้อค้นพบนี้สะท้อนว่า การช่วยให้ธุรกิจไทยปรับตัวได้จริงจำเป็นต้องมีทั้งเส้นทางการลดคาร์บอนรายสาขาที่ชัดเจน การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี และเงินทุนสนับสนุนที่เหมาะกับความพร้อมและข้อจำกัดของธุรกิจแต่ละกลุ่ม

เมื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกำลังกลายเป็นกติกาใหม่ที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ กลุ่ม hard-to-abate sectors และกลุ่ม energy-intensive sectors จึงถูกจับตามองมากขึ้น ซึ่งในปี 2022 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมประมาณ 28.35 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นราว 70% ของการปล่อยจากภาคกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ และประมาณ 7% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศ อุตสาหกรรมเหล่านี้ลดการปล่อยได้ยาก เพราะกระบวนการผลิตต้องใช้ความร้อนสูง ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก หรือปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากปฏิกิริยาเคมีโดยตรง

กลุ่ม hard-to-abate ครอบคลุมเหล็กและเหล็กกล้า ซึ่งต้องใช้ความร้อนสูงและถ่านหินในการถลุงแร่ และปูนซีเมนต์ซึ่งปล่อยคาร์บอนจากการเผาหินปูนเพื่อผลิตปูนเม็ด และ อุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี เช่น การกลั่นน้ำมันและการผลิตพลาสติก และกลุ่ม energy-intensive sectors เช่น อุตสาหกรรมแก้ว เซรามิก ซึ่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนคาร์บอนที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยรูปที่ 1 แสดงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากอุตสาหกรรมซีเมนต์ เหล็ก/เหล็กกล้า ปูนขาว แก้ว และเคมีภัณฑ์ (ข้อมูล ณ ปี 2022) (Department of Climate Change and Environment, 2024)

รูปที่ 1: ปริมาณและสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ 5 อุตสาหกรรมหลักในกลุ่ม hard-to-abate และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น (หน่วย: ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
ที่มา: Department of Climate Change and Environment (2024)

โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ธุรกิจในอุตสาหกรรมเหล่านี้ของไทยพร้อมแค่ไหนที่จะปรับเปลี่ยน โดยลงทุนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี กระบวนการผลิต และสินทรัพย์เดิมให้สอดรับกับกติกาใหม่ และต้องใช้เงินทุนมากเพียงใดเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริงโดยไม่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน

บทความนี้ชวนหาคำตอบใน 3 ประเด็นหลักคือ ธุรกิจไทยที่เผชิญแรงกดดันให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมแค่ไหน มีความต้องการเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (transition finance) มากน้อยเพียงใด และควรออกแบบ transition finance อย่างไรเพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านได้

ธุรกิจที่เผชิญแรงกดดันพร้อมแค่ไหน

บทความนี้ประมาณการจำนวนและลักษณะของธุรกิจที่เผชิญแรงกดดันให้ปรับตัวโดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (transition sectors) พร้อมทั้งวิเคราะห์ความพร้อมของธุรกิจเหล่านี้ โดยคาดว่าธุรกิจใน transition sectors จำนวนมากจะเป็นธุรกิจในอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงหรือใช้พลังงานเข้มข้น ซึ่งมีแนวโน้มต้องปรับตัวรองรับมาตรการภายในประเทศที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนผ่าน เช่น ภาษีคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมาตรการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ต้นทุนของกิจกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูงเพิ่มขึ้น เครื่องมือเหล่านี้ทำให้กิจกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูงมีต้นทุนเพิ่มขึ้น และสร้างแรงกดดันให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงหรือใช้พลังงานเข้มข้นต้องเร่งปรับตัว บทความนี้ใช้ข้อมูลงบการเงิน Corporate Profile and Financial Statement (CPFS) ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อประเมินจำนวน ลักษณะและความพร้อมของธุรกิจไทยที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวในการเปลี่ยนผ่านภายใต้แรงกดดันจากนโยบายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เพื่อประเมินขอบเขตของธุรกิจในกลุ่ม transition sectors บทความนี้แบ่งธุรกิจในกลุ่ม transition sectors ออกเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่

  1. ธุรกิจในกลุ่ม hard-to-abate sectors
  2. ธุรกิจในกลุ่ม energy-intensive sectors

จากฐานข้อมูล CPFS พบว่ามีบริษัทจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคาดว่าจะเผชิญแรงกดดันภายในประเทศให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวน 2,110 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรม hard-to-abate 1,590 บริษัท (3.1% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด) และบริษัทในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น 520 บริษัท (1% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด)

หากพิจารณาลักษณะของธุรกิจในกลุ่ม transition sectors จากรูปที่ 2.1 จะเห็นว่ามีบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางอยู่ที่ประมาณ 60–70% ซึ่งสะท้อนว่าแม้อุตสาหกรรมนี้มักถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของบริษัทขนาดใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติยังมีธุรกิจขนาดเล็กและกลางจำนวนมากที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตและได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านการเปลี่ยนผ่านเช่นกัน

หากพิจารณาในแง่ของอายุของธุรกิจ พบว่าธุรกิจในกลุ่ม transition sectors ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่ดำเนินกิจการมานาน โดยธุรกิจอายุมากกว่า 20 ปีมีสัดส่วนสูง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้พลังงานเข้มข้นที่มีธุรกิจที่ดำเนินกิจการมานานสูงถึง 60% (รูปที่ 2.2) ดังนั้น โจทย์หนึ่งที่มีความท้าทายคือการช่วยให้ incumbent firms ที่ดำเนินกิจการมานานสามารถลงทุนเพื่อปรับกระบวนการผลิต เทคโนโลยี และโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับทิศทางคาร์บอนต่ำได้

ในด้านข้อจำกัดทางการเงิน แม้ธุรกิจบางส่วนในกลุ่ม transition sectors จะมีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ดี แต่ยังมีธุรกิจอีกจำนวนมากที่อาจไม่สามารถลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาด การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน หรือการยกระดับมาตรฐานการผลิตได้ด้วยตนเอง หากไม่มีเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านต้นทุนเงินทุน ความเสี่ยง และหลักประกัน

รูปที่ 2: การกระจายตัวของธุรกิจในประเทศไทยที่คาดว่าจะเผชิญแรงกดดันภายในประเทศให้ปรับตัว
หมายเหตุ: ขนาดธุรกิจจำแนกตามเกณฑ์ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยพิจารณาจากรายได้รวมต่อปี ได้แก่ ธุรกิจขนาดจิ๋วมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ธุรกิจขนาดเล็กมีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 50 ล้านบาท ธุรกิจขนาดกลางมีรายได้มากกว่า 50 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท และธุรกิจขนาดใหญ่มีรายได้มากกว่า 500 ล้านบาทต่อปี // Financial Constraint วัดจาก Regression-Based Indicator (RBI) ซึ่งสะท้อนระดับข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนภายนอกของกิจการ โดยค่า RBI ที่สูง (High Financial Constrain หรือ High FC) หมายถึงกิจการมีแนวโน้มเผชิญข้อจำกัดทางการเงินมากกว่า // สุขภาพทางการเงินของธุรกิจประเมินจาก Altman Z-score ซึ่งคำนวณจากอัตราส่วนทางการเงิน 5 ด้าน ได้แก่ เงินทุนหมุนเวียนต่อสินทรัพย์รวม กำไรสะสมต่อสินทรัพย์รวม กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีต่อสินทรัพย์รวม ส่วนของผู้ถือหุ้นต่อหนี้สินรวม และรายได้รวมต่อสินทรัพย์รวม โดยค่า Z ที่สูงสะท้อนฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่า

จากการเปรียบเทียบระหว่างธุรกิจใน transition sectors กับธุรกิจนอก transition sectors (รูปที่ 3) พบว่าธุรกิจใน transition sectors มีแนวโน้มเป็นกิจการที่มีขนาดใหญ่กว่าโดยเฉลี่ย (รูปที่ 3.1) ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างของอุตสาหกรรม hard-to-abate และกลุ่ม energy intensive ซึ่งมักต้องใช้เงินลงทุนสูง มีโรงงานและเครื่องจักรขนาดใหญ่ และมีต้นทุนคงที่ในการผลิตสูง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์แร่อโลหะ

ธุรกิจใน transition sectors มีแนวโน้มดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า (รูปที่ 3.2) อายุธุรกิจที่มากขึ้นอาจสะท้อนทั้งข้อได้เปรียบและข้อจำกัด ในด้านหนึ่ง ธุรกิจที่ดำเนินงานมานานมักมีฐานลูกค้า ประสบการณ์ และความสัมพันธ์กับสถาบันการเงินที่มั่นคงกว่า แต่อีกด้านหนึ่ง ธุรกิจเหล่านี้อาจมีเครื่องจักรและกระบวนการผลิตเดิมที่ใช้งานมานาน หรือมี legacy assets ที่ผูกกับเทคโนโลยีคาร์บอนสูง ดังนั้น ธุรกิจที่มีอายุมากอาจเผชิญต้นทุนการเปลี่ยนผ่านสูงกว่าธุรกิจใหม่ เนื่องจากต้องปรับปรุงหรือทดแทนสินทรัพย์เดิมก่อนหมดอายุการใช้งาน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของ stranded assets และทำให้การตัดสินใจลงทุนมีความซับซ้อนมากขึ้น

ในแง่ฐานะทางการเงิน ธุรกิจใน transition sectors ไม่ได้มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่าธุรกิจทั่วไปอย่างชัดเจน ทั้งในด้านสภาพคล่องซึ่งวัดจากอัตราส่วนเงินสดต่อสินทรัพย์รวม หรือ Cash-to-Assets Ratio และความสามารถในการทำกำไรซึ่งวัดจากอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ หรือ Return on Assets: ROA (รูปที่ 3.3 และ 3.4) ซึ่งสะท้อนว่าแม้ธุรกิจกลุ่มดังกล่าวจะมีขนาดและประสบการณ์มากกว่า แต่การลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านอาจยังเผชิญข้อจำกัดด้านกระแสเงินสดและความสามารถในการรองรับภาระลงทุนเพิ่มเติม ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากโครงการลดคาร์บอนจำนวนมากต้องใช้เงินลงทุนล่วงหน้าสูง ขณะที่ผลประหยัดจากพลังงานหรือรายได้เพิ่มเติมอาจเกิดขึ้นภายหลัง หากธุรกิจต้องใช้เงินสดจำนวนมากในการดำเนินงานหรือรักษาสภาพคล่อง การลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านอาจถูกเลื่อนออกไป แม้โครงการจะมีความคุ้มค่าในระยะยาวก็ตาม

รูปที่ 3: เปรียบเทียบลักษณะและความพร้อมทางการเงินของธุรกิจใน Transition Sectors และธุรกิจกลุ่มอื่น

เปรียบเทียบลักษณะและความพร้อมทางการเงินของธุรกิจใน Transition Sectors และธุรกิจกลุ่มอื่น

ธุรกิจใน transition sectors ต้องการเงินทุนแค่ไหนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน

เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลความต้องการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านของแต่ละกิจการโดยตรง งานศึกษานี้จึงใช้วิธีประมาณการแบบ top-down ที่เชื่อมข้อมูลระดับสาขาเข้ากับข้อมูลงบการเงินระดับกิจการ ภายใต้หลายสถานการณ์การเปลี่ยนผ่าน (scenario-based sector-to-firm allocation approach) ซึ่งวิธีการศึกษานี้เหมาะกับกรณีที่ยังไม่มีข้อมูลแผนลงทุนลดคาร์บอนรายบริษัทครบถ้วน โดยเริ่มจากการประเมินการปล่อยและต้นทุนการลดการปล่อยในระดับสาขา แล้วกระจายความต้องการลงทุนลงมายังแต่ละบริษัทตามขนาดและโครงสร้างสินทรัพย์ของบริษัท หลังจากนั้น จึงทำการประมาณการเงินลงทุนรวม (investment needs) ที่จำเป็นต่อการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตซึ่งนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอก (external financing needs) ซึ่งเป็นส่วนที่คาดว่าธุรกิจไม่สามารถรองรับได้ด้วยเงินทุนภายใน

การประมาณการความต้องการเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านในบทความนี้ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลักดังนี้

  1. การระบุกลุ่มธุรกิจใน transition sectors โดยการศึกษาครอบคลุมธุรกิจใน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม hard-to-abate sectors เช่น ปูนซีเมนต์และปูนขาว เหล็กและเหล็กกล้า เคมีภัณฑ์และปิโตรเคมี และกลุ่ม energy-intensive sectors เช่น เยื่อและกระดาษ แก้ว เซรามิก และอุตสาหกรรมการผลิตอื่นที่มีการใช้พลังงานสูง การเลือกอุตสาหกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับงานศึกษาของ IEA (2020) ซึ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมหนักลดการปล่อยได้ยาก เพราะต้องใช้ความร้อนสูง มีการปล่อยจากกระบวนการผลิตโดยตรง และต้องพึ่งพาเทคโนโลยีใหม่ เช่น ไฮโดรเจน เทคโนโลยี carbon capture, utilization and storage (CCUS) ฯลฯ

  2. การประมาณการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับกิจการ1 เนื่องจากไม่มีข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทุกบริษัทโดยตรง ทีมวิจัยจึงเริ่มจากข้อมูลการปล่อยในระดับสาขาโดยใช้ข้อมูลจาก Department of Climate Change and Environment (2024) แล้วจัดสรรมายังแต่ละกิจการตามสัดส่วนรายได้และสินทรัพย์ถาวรโดยใช้ข้อมูลงบการเงินของบริษัทจากฐานข้อมูล CPFS ของกระทรวงพาณิชย์ โดยรายได้ใช้เป็นตัวแทนของขนาดกิจการ (firm size) เนื่องจากสะท้อนขนาดของการดำเนินธุรกิจและระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของบริษัท ขณะที่สินทรัพย์ถาวรช่วยสะท้อนความเข้มข้นด้านทุนและขนาดของฐานเครื่องจักรที่อาจต้องปรับเปลี่ยน2

  1. การแปลงปริมาณการปล่อยเป็นความต้องการเงินลงทุนรวมที่จำเป็นต่อการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต จากนั้นจึงประเมินเงินลงทุนที่ต้องใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยพิจารณาทั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและต้นทุนของเทคโนโลยีในแต่ละสาขา และต้นทุนดังกล่าวควรอิงจาก sectoral decarbonization pathways หรือข้อมูลต้นทุนเทคโนโลยีของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การเปลี่ยนเชื้อเพลิง การใช้ไฟฟ้าแทนความร้อนจากฟอสซิล การใช้วัตถุดิบคาร์บอนต่ำ และ CCUS

    สำหรับบทความนี้ การประมาณการแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ ฉากทัศน์ต่ำ ปานกลาง และสูง (ตารางที่ 1) เพื่อสะท้อนระดับความเร็วและความเข้มข้นของการเปลี่ยนผ่านที่แตกต่างกัน โดยภายใต้ฉากทัศน์ต่ำ ธุรกิจลงทุนในมาตรการที่พร้อมใช้ ต้นทุนไม่สูง และดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ในฉากทัศน์ปานกลาง ธุรกิจลงทุนตามเส้นทางลดคาร์บอนที่มีความเป็นไปได้และใช้เป็นกรณีฐาน และฉากทัศน์สูง ธุรกิจเร่งลดการปล่อย เปลี่ยนเทคโนโลยีหลัก หรือทดแทนสินทรัพย์เดิมก่อนสิ้นอายุการใช้งาน

    นอกจากนี้ เนื่องจากประเทศไทยยังมีข้อมูลต้นทุนการลดคาร์บอนรายสาขาที่จำกัด การศึกษานี้จึงใช้วิธี benefit transfer หรือ cost transfer โดยนำข้อมูลต้นทุนจากการศึกษาในต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอินเดียและอินโดนีเซีย มาปรับให้สอดคล้องกับบริบทของไทย3 เช่น ความแตกต่างด้านระดับราคา ต้นทุนการลงทุน และโครงสร้างอุตสาหกรรม ก่อนนำไปใช้ประมาณการภายใต้สถานการณ์ต่ำ ปานกลาง และสูง

  2. การประมาณการความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอก ในขั้นตอนนี้ ได้แยกความต้องการเงินลงทุนทั้งหมดออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เงินลงทุนรวมที่จำเป็นต่อการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต (investment needs) และความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอก (external financing needs) เนื่องจากการศึกษานี้ไม่มีข้อมูลสัดส่วนเงินทุนภายในที่แต่ละกิจการสามารถนำมาใช้ลงทุนได้โดยตรง จึงกำหนดสัดส่วนการพึ่งพาเงินทุนภายนอกเป็นสมมติฐานกลางร่วมกันสำหรับทุกกิจการ และทำ sensitivity analysis โดยใช้ค่าต่ำ กลาง และสูง เพื่อสะท้อนความไม่แน่นอนของความสามารถในการระดมทุนภายในของภาคธุรกิจ ดังนั้น ตัวเลขความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน จึงควรตีความเป็นช่วงประมาณการภายใต้สมมติฐานต่าง ๆ ไม่ใช่จำนวนเงินที่ธุรกิจแต่ละรายต้องกู้ยืมจริง

ตารางที่ 1: รายละเอียดฉากทัศน์ที่ใช้ในการประมาณการเงินลงทุนรวมที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตและความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอก
ฉากทัศน์ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จาก
Transition Sectors
(ล้านตัน CO₂/ปี)
เป้าหมายการลด
ก๊าซเรือนกระจก
จำนวนปีค่า Ramp Factorปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่
Transition Sectors ลดได้สะสม
(MtCO₂)

ค่า Uplift Factor4

ต่ำ3230%60.5029.071.0
กลาง3735%60.5038.741.5
สูง4240%60.5050.042.5

เงินลงทุนที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตของไทยอยู่ในระดับ มีนัยสำคัญ และเพิ่มขึ้นมากตามความเข้มข้นของสมมติฐานการเปลี่ยนผ่าน ทั้งนี้

  • ภายใต้ฉากทัศน์ต่ำที่การเปลี่ยนผ่านเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เงินลงทุนรวมอยู่ที่ประมาณ 26,287 ล้านบาท และความต้องการเงินทุนภายนอกอยู่ที่ประมาณ 13,144 ล้านบาท
  • ภายใต้ฉากทัศน์แบบปานกลาง ซึ่งธุรกิจดำเนินการตามเส้นทางลดคาร์บอนที่มีความเป็นไปได้ในช่วงเวลาที่ศึกษา เงินลงทุนรวมคาดว่าจะอยู่ที่ 57,514 ล้านบาท และความต้องการเงินทุนภายนอกอยู่ที่ 37,384 ล้านบาท
  • ฉากทัศน์สูง ที่ธุรกิจต้องเร่งและยกระดับการเปลี่ยนผ่านอย่างเข้มข้นหรือฉากทัศน์สูง ความต้องการลงทุนรวมคาดว่าจะอยู่ที่ 134,476 ล้านบาท และความต้องการเงินทุนภายนอกสูงกว่า 107,581 ล้านบาท

ความแตกต่างระหว่างแต่ละฉากทัศน์สะท้อนว่าขนาดเงินลงทุนรวมและความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกขึ้นอยู่กับทั้งความเร็วและความเข้มข้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระดับการลงทุนในเทคโนโลยี และต้นทุนของการปรับเปลี่ยนสินทรัพย์เดิม เงินลงทุนรวมที่จำเป็นและความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกจะยิ่งสูง ในกรณีที่ธุรกิจต้องเร่งลงทุนเพื่อเปลี่ยนเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและเข้มข้น

เงินลงทุนรวมที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตและความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกมีความอ่อนไหวต่อความเร็วในการเปลี่ยนผ่านหรือการลดก๊าซเรือนกระจก จากการทำ sensitivity analysis โดยปรับค่า ramp factor ซึ่งสะท้อนความเร็วในการเปลี่ยนผ่านหรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พบว่ากระทบทั้งเงินลงทุนรวมและเงินทุนจากภายนอกที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน โดยหากค่า ramp factor ต่ำซึ่งสะท้อนกรณีการเปลี่ยนผ่านช้า ธุรกิจเริ่มลงทุนช้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลงทุนได้จำกัด หรือมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกทยอยเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เงินลงทุนรวมอยู่ในช่วง 15,772–80,685 ล้านบาท และในกรณีที่ค่า ramp factor สูงซึ่งสะท้อนสถานการณ์ที่การเปลี่ยนผ่านเร็วเกิดขึ้นรวดเร็ว ธุรกิจเร่งลงทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเร็วขึ้น ทำให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมมากขึ้นในช่วงเวลาที่ศึกษา พบว่าเงินลงทุนรวมอยู่ในช่วง 36,802–188,266 ล้านบาท และเงินทุนจากภายนอกที่ต้องการอยู่ในช่วง 18,401–150,613 ล้านบาท (รูปที่ 4)

รูปที่ 4: เงินลงทุนรวมที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตและความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านภายใต้สมมติฐานเกี่ยวกับความเร็วในการเปลี่ยนผ่านที่ต่างกัน

ธุรกิจใน transition sectors มีความต้องการเงินลงทุนรวมที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตและความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกแตกต่างกัน ผลการวิเคราะห์พบว่าอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และปูนขาว รวมถึงเคมีภัณฑ์และปิโตรเคมี เงินลงทุนรวมที่จำเป็นสูงที่สุด (รูปที่ 5) สาเหตุสำคัญคือ อุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องพึ่งพาเตาเผา กระบวนการให้ความร้อน และสินทรัพย์ขนาดใหญ่ การลดคาร์บอนจึงมักต้องลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้ไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิง การเปลี่ยนเชื้อเพลิง การนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ และการปรับปรุงเครื่องจักรเดิม

รูปที่ 5: เงินลงทุนรวมที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตและความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกในการเปลี่ยนผ่านรายสาขา

เงินลงทุนรวมที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตและความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกมีความแตกต่างกันมากในระดับกิจการ รูปที่ 6 แสดงการกระจายตัวของเงินลงทุนรวมเพื่อการเปลี่ยนผ่านและการกระจายตัวของความต้องการเงินทุนจากภายนอกเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน จากรูปที่ 6 พบว่ากิจการใน transition sectors ส่วนใหญ่เงินลงทุนรวมที่จำเป็นและความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกต่อรายไม่สูงนัก แต่มีบางกิจการที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะกิจการที่มีฐานสินทรัพย์และขนาดการผลิตสูง สะท้อนว่าเงินลงทุนที่จำเป็นในการเปลี่ยนผ่านหรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกระจุกตัวในกิจการบางส่วน ขณะที่กิจการจำนวนมากอาจต้องการเครื่องมือทางการเงินขนาดเล็กกว่า แต่เข้าถึงได้ง่ายและเหมาะกับข้อจำกัดของตนเอง

รูปที่ 6: การกระจายตัวของเงินลงทุนรวมที่จำเป็น (investment needs) และความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอก (external finance needs)

ในภาพรวม ธุรกิจไทยมีความต้องการ transition finance ในระดับสูงพอสมควร โดยเฉพาะเพื่อรองรับการลงทุนในเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำของธุรกิจใน transition sectors ซึ่งในบทความนี้ ประกอบด้วย hard-to-abate sectors และอุตสาหกรรม energy intensive ดังนั้น โจทย์สำคัญของไทยไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณเงินทุน แต่คือการเชื่อมเป้าหมายลดคาร์บอน เทคโนโลยีที่ต้องใช้ และความพร้อมทางการเงินของแต่ละธุรกิจเข้าด้วยกัน เพื่อให้เงินทุนไปถึงโครงการที่ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริงและไม่สะดุด

ก้าวต่อไปของประเทศไทย: ควรออกแบบ transition finance อย่างไรเพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านได้

ผลการศึกษาข้างต้นสะท้อนว่า ความท้าทายของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การระดมเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านเพียงอย่างเดียว แต่คือการออกแบบ transition finance ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการและข้อจำกัดของธุรกิจที่แตกต่างกัน เพื่อให้เงินทุนสามารถไหลไปสู่การลงทุนที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง

เงินลงทุนรวมที่จำเป็นในการเปลี่ยนผ่านและความต้องการเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกก็แตกต่างกันมาก ทั้งระหว่างอุตสาหกรรมและระหว่างกิจการ แม้ธุรกิจในกลุ่ม hard-to-abate sectors และอุตสาหกรรม energy intensive จะมีขนาดใหญ่และดำเนินกิจการมายาวนานกว่าโดยเฉลี่ย แต่ผลการศึกษาพบว่าไม่ได้มีสภาพคล่องหรือความสามารถในการทำกำไรสูงกว่าธุรกิจทั่วไปอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ปูนขาว เคมีภัณฑ์ และปิโตรเคมีมีความต้องการเงินลงทุนรวมที่จำเป็นสูง ขณะที่กิจการจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีความต้องการเงินลงทุนรวมที่จำเป็นไม่สูงมากนัก แต่ยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ดังนั้น การออกแบบ transition finance จึงไม่ควรเป็นมาตรการแบบ one-size-fits-all แต่ควรสอดคล้องกับระดับความพร้อม ความเสี่ยง และความต้องการลงทุนของธุรกิจแต่ละกลุ่ม

สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด แต่เป็นการทยอยปรับตัวให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งยังพึ่งพาภาคการผลิตและอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะ SMEs ยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ การออกแบบ transition finance จึงควรยึดแนวคิด less disruptive transition ที่สนับสนุนให้ธุรกิจค่อย ๆ ปรับตัวจากกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง (brown) ไปสู่กิจกรรมที่ปล่อยน้อยลง (less brown) และพัฒนาไปสู่กิจกรรมสีเขียว (green) ในระยะยาว โดยไม่สร้างผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการจ้างงานอย่างรุนแรง

ภายใต้แนวทางดังกล่าว การออกแบบ transition finance ของไทยควรประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 5 ด้าน (OECD, 2022)

ประการแรก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน (financial products) ควรมีความหลากหลายและเหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจแต่ละกลุ่ม มากกว่าการใช้เครื่องมือทางการเงินรูปแบบเดียวสำหรับทุกกิจการ ธุรกิจที่มีแผนการเปลี่ยนผ่านชัดเจนอาจเหมาะกับสินเชื่อหรือพันธบัตรเพื่อการเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ธุรกิจที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนหรือมีโครงการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงอาจต้องอาศัยกลไกแบ่งปันความเสี่ยงหรือแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำควบคู่กัน ประเทศไทยได้เริ่มผลักดันการระดมทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านโครงการ Financing the Transition (FTT) ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่งสนับสนุนสินเชื่อแก่ธุรกิจที่มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยปัจจุบันมีวงเงินสินเชื่อสะสมกว่า 1.63 แสนล้านบาท สะท้อนว่าการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านเริ่มเกิดขึ้นจริงในภาคธุรกิจไทยแล้ว

ประการที่สอง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านมาตรฐานและข้อมูล (taxonomy, data and disclosure) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยลดความไม่แน่นอนในการตัดสินใจของทั้งผู้กู้และผู้ให้ทุน ประเทศไทยได้พัฒนา Thailand Taxonomy เพื่อใช้เป็นภาษากลางในการจำแนกระดับการเปลี่ยนผ่านของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งขยายความครอบคลุมไปยังภาคเศรษฐกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 90% ของประเทศแล้ว อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปยังจำเป็นต้องพัฒนา sectoral pathways และส่งเสริมให้ธุรกิจจัดทำ transition plans ที่มีเป้าหมายและแผนการลงทุนที่ชัดเจน ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลและระบบการรับรองข้อมูล เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถประเมินความเสี่ยงและจัดสรรเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประการที่สาม การสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม (incentives) มีความสำคัญไม่แพ้การจัดหาเงินทุน เนื่องจากการลงทุนเพื่อการลดคาร์บอนมักต้องใช้เงินลงทุนล่วงหน้าสูง ขณะที่ผลตอบแทนจะทยอยเกิดขึ้นในระยะยาว ภาครัฐจึงควรมีบทบาทในการลดต้นทุนและแบ่งปันความเสี่ยงของการลงทุน ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ กลไกค้ำประกัน การสนับสนุนเงินลงทุนบางส่วน รวมถึงการพัฒนากลไกราคาคาร์บอนและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทั้งภาคธุรกิจและสถาบันการเงินเร่งลงทุนในการเปลี่ยนผ่าน

ประการที่สี่ การยกระดับการกำกับดูแลและการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ จะช่วยให้ระบบการเงินสามารถสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านได้อย่างยั่งยืน โดยการบูรณาการความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม จะช่วยให้การจัดสรรเงินทุนสะท้อนทั้งความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านได้ดียิ่งขึ้น

ประการสุดท้าย การพัฒนาศักยภาพของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (capacity building) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบนิเวศของ transition finance ทำงานได้จริง ทั้งภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และหน่วยงานกำกับดูแลจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และบุคลากรที่สามารถประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการให้คำปรึกษาแก่ SMEs ซึ่งมักมีข้อจำกัดด้านข้อมูลและทรัพยากรในการวางแผนการเปลี่ยนผ่าน

ความท้าทายในระยะต่อไปอาจไม่ใช่การสร้างเครื่องมือใหม่เพิ่มเติมเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้เครื่องมือที่มีอยู่สามารถนำไปใช้ได้จริงในวงกว้าง โดยเฉพาะการเชื่อมโยง Thailand Taxonomy เข้ากับการจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจ การพัฒนาเส้นทางการลดคาร์บอนรายสาขา และการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจแต่ละกลุ่ม เพื่อให้เงินทุนสามารถไหลไปสู่โครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของ transition finance จึงไม่ควรวัดจากมูลค่าสินเชื่อหรือพันธบัตรที่ออกได้เพียงอย่างเดียว แต่ควรวัดจากความสามารถของระบบนิเวศทั้งหมดในการทำให้ธุรกิจที่จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสามารถเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ได้อย่างเหมาะสม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง

Department of Climate Change and Environment. (2024). Thailand’s First Biennial Transparency Report.
IEA. (2020). Energy Technology Perspectives 2020.
OECD. (2022). OECD Guidance on Transition Finance.

  1. ในการประมาณการ มีการใช้สมมติฐานที่สำคัญดังนี้ (1) เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กำหนดให้ทุกสาขาลดการปล่อยลง 35% จากระดับฐาน ภายในช่วงเวลาที่ศึกษา สมมติฐานนี้ใช้เป็นกรณีฐานร่วมกันเพื่อให้สามารถเปรียบเทียบความต้องการลงทุนระหว่างสาขาได้อย่างสอดคล้องกัน แม้ในทางปฏิบัติศักยภาพและต้นทุนการลดการปล่อยของแต่ละอุตสาหกรรมอาจแตกต่างกัน (2) ระยะเวลาการเปลี่ยนผ่าน กำหนดระยะเวลาการลงทุนและลดการปล่อยไว้ที่ 6 ปี เพื่อสะท้อนช่วงเวลาระยะใกล้ถึงปานกลางที่ธุรกิจต้องทยอยปรับปรุงเทคโนโลยี กระบวนการผลิต และสินทรัพย์เดิม (3) รูปแบบการทยอยลดการปล่อย ใช้ ramp factor เท่ากับ 0.50 ซึ่งหมายความว่า การลดการปล่อยไม่ได้เกิดขึ้นเต็มจำนวนตั้งแต่ปีแรก แต่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตลอดช่วงเวลา โดยสมมติให้เส้นทางการลดการปล่อยเพิ่มขึ้นแบบเส้นตรงจากระดับเริ่มต้นไปสู่เป้าหมายในปีสุดท้าย ดังนั้น ปริมาณการลดการปล่อยเฉลี่ยในช่วง 6 ปีจึงเท่ากับประมาณครึ่งหนึ่งของเป้าหมายสูงสุด↩
  2. การประมาณการโดยใช้วิธีนี้ค่าที่ได้เป็น estimated emissions allocation ไม่ใช่ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริงของแต่ละกิจการ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อจำกัดของการศึกษา↩
  3. ตัวเลขต้นทุนที่ใช้เป็นค่าประมาณที่ถ่ายโอนจากหลักฐานเชิงประจักษ์ของอินเดียและอินโดนีเซีย และปรับให้เหมาะสมกับบริบทไทย จึงควรตีความเป็นช่วงประมาณการของความต้องการลงทุน มากกว่าต้นทุนจริงของแต่ละกิจการ↩
  4. ค่า uplift factor คือ ค่าสมมติฐานที่ใช้ปรับเพิ่มเงินลงทุนพื้นฐาน เพื่อสะท้อนต้นทุนเพิ่มเติมจากการเปลี่ยนเทคโนโลยี การปรับสินทรัพย์เดิม และค่าใช้จ่ายประกอบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเชิงลึก↩
มุทิตา อริยะวุฒิกุล
มุทิตา อริยะวุฒิกุล
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์
กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
Topics: Environmental and Ecological EconomicsFinancial Institutions
Tags: low carbontransition financefirmshard-to-abatethailand
ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

273 ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

โทรศัพท์: 0-2283-6066

Email: pier@bot.or.th

เงื่อนไขการให้บริการ | นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2569 สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

เอกสารเผยแพร่ทุกชิ้นสงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Unported license

Creative Commons Attribution NonCommercial ShareAlike

รับจดหมายข่าว PIER

Facebook
YouTube
Email