ฝ่ากับดักหนี้ หนีกับดักนโยบาย: ภูมิทัศน์หนี้เกษตรกรไทยในทศวรรษที่ผ่านมา

excerpt
หนี้เกษตรกรไทยกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกและขยายตัวอย่างรวดเร็วในทศวรรษที่ผ่านมา เกษตรกรไทยกว่าครึ่งกำลังมีแนวโน้มติด "กับดักหนี้" ที่ก้าวข้ามได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือต่อเนื่อง บทความนี้ชวนทำความเข้าใจภูมิทัศน์และมาตรการแก้หนี้ผ่านการวิเคราะห์ฐานข้อมูลขนาดใหญ่และการสำรวจภาคสนาม ที่ครอบคลุมลูกหนี้เกษตรกรทั้งระบบ หนี้แหล่งต่าง ๆ และพฤติกรรมการชำระหนี้ และมิติเศรษฐกิจสังคมที่ส่งผลต่อศักยภาพการชำระหนี้ของเกษตรกรหลากหลายกลุ่มของประเทศในรอบ 8 ปี เพื่อสะท้อนช่องโหว่ทางนโยบาย (policy gap) และนัยในการก้าวพ้น "กับดักนโยบาย" สู่การแก้ปัญหา “กับดักหนี้” เกษตรกรได้ในระยะยาว
บทความนี้สรุปประเด็นสำคัญจาก (Chantarat et al., Forthcoming) ที่มุ่งสะท้อนพลวัตหนี้เกษตรกรไทยในรอบทศวรรษ โดยเริ่มจากการฉายภาพ 7 ข้อเท็จจริง หรือ stylized facts เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างปัญหาหนี้อย่างรอบด้าน ตั้งแต่ปริมาณและการเติบโตของหนี้ การกระจุกตัวของหนี้ และความแตกต่างของพลวัตหนี้ในเกษตรกรแต่ละกลุ่ม รวมถึงพฤติกรรมการชำระหนี้ และแนวโน้มในการปิดจบหนี้ของเกษตรกร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรกว่าครึ่งกำลังติดอยู่ใน "กับดักหนี้" ที่ไม่สามารถปิดจบได้
ต่อมาบทความจะชวนปรับเปลี่ยนมุมมองสู่การวิเคราะห์ปัญหาหนี้เกษตรกรโดยใช้แว่นตาที่มองไปข้างหน้า และก้าวข้ามการพิจารณาเพียงภาวะการเป็นหนี้เสีย (NPL) ไปสู่การประเมิน "แนวโน้มในการปิดจบหนี้" ของลูกหนี้แต่ละราย ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจและสามารถแยกแยะปัญหาหนี้ในระยะยาวเพื่อแก้ได้อย่างถูกจุดและยั่งยืนขึ้น และสุดท้าย บทความจะชวนเชื่อมโยง (mapping) ภูมิทัศน์ของปัญหาหนี้ในระยะยาวเข้ากับนโยบายแก้หนี้ในปัจจุบัน เพื่อระบุ policy gap สำคัญ
งานวิจัยนี้ใช้ฐานข้อมูลหลัก 3 แหล่ง เริ่มจากการใช้ข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาของเครดิตบูโร (NCB) ซึ่งครอบคลุมลูกหนี้เกษตรกรในระบบกว่า 3.97 ล้านราย และครอบคลุมข้อมูลสินเชื่อและพฤติกรรมการชำระหนี้จากทุกแหล่งใน NCB ตลอด 8 ปีตั้งแต่ 2560–2568 เพื่อมาเข้าใจปริมาณและการเติบโตของหนี้ตลอดทศวรรษ
และเนื่องจากข้อมูล NCB ยังขาดมิติที่สะท้อนศักยภาพลูกหนี้ คณะผู้วิจัยจึงใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งครอบคลุมลูกหนี้เกือบทั้งหมดใน NCB และให้รายละเอียดที่มากกว่าเพียงสินเชื่อและประวัติการชำระหนี้ โดยรวมถึงมิติรายได้ สินทรัพย์ วิถีการประกอบอาชีพ และการเข้าร่วมมาตรการแก้หนี้ต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังได้เชื่อมโยงกับข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อต่อภาพศักยภาพการผลิต โครงสร้างสินทรัพย์ และลักษณะทางประชากรของครัวเรือนเกษตรกรด้วย
ท้ายที่สุด คณะผู้วิจัยได้ใช้ข้อมูลสำรวจภาคสนามจากเกษตรกรตัวอย่าง 3,840 ราย ครอบคลุม 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลจากการสำรวจก่อน Chantarat et al. (2026) จะทำการทดลองแนวทางกระตุ้นการชำระหนี้ ซึ่งข้อมูลนี้สามารถสะท้อนมิติอื่น ๆ ที่ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ไม่มี เช่น หนี้จากแหล่งอื่น ๆ นอก NCB และพฤติกรรมการชำระหนี้เหล่านั้น
ข้อเท็จจริงที่ 1: เกษตรกรไทยมีหนี้ในวงกว้าง และมีระดับหนี้สูงกว่าครัวเรือนกลุ่มอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลจากการสำรวจเศรษฐกิจการเงินครัวเรือนของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบว่าเกษตรกรไทยถึง 90% มีภาระหนี้สิน (Chantarat et al., 2023) ขณะที่ข้อมูล NCB ในช่วง 2560–2568 (รูปที่ 1a) ชี้ให้เห็นว่าปริมาณหนี้เพิ่มขึ้นในทุกระดับเปอร์เซ็นไทล์ โดยค่ากลางของหนี้ขยับจาก 200,000 บาท มาอยู่ที่ประมาณ 250,000 บาท ซึ่งสูงกว่าค่ากลางหนี้ของครัวเรือนกลุ่มอื่นในประเทศที่มีเพียง 87,226 บาท และมีถึง 30% ที่มีภาระหนี้เกิน 500,000 บาท โดยกลุ่มหนี้สูงมักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคเหนือตอนล่าง และบางส่วนของอีสาน (รูปที่ 1b) ซึ่งสอดคล้องกับพื้นที่เพาะปลูกพืชยืนต้นและไม้ผลที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและต่อเนื่อง
ต่างจากกลุ่มอื่น ๆ ที่เริ่มลดปริมาณหนี้ลงได้ (deleveraging) รูปที่ 2a สะท้อนว่าตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรกว่า 60% มีภาระหนี้เพิ่มสูงขึ้น และเกือบ 20% มีหนี้สะสมเพิ่มขึ้นเกิน 2 เท่า ซึ่งเมื่อพิจารณาส่วนประกอบของหนี้ในรูปที่ 2b จะพบปรากฏการณ์ที่น่ากังวล คือปริมาณหนี้รวมที่ไม่ลดลงนั้นเกิดจากหนี้คงค้างเดิมที่แท้จริงลดลงน้อยมากจากการชำระที่ตัดเงินต้นได้ไม่เพียงพอ และการก่อหนี้ใหม่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปี
ข้อเท็จจริงที่ 3: ลูกหนี้เกษตรกรทุกกลุ่มกำลังเผชิญปัญหา "สูงวัย" และปริมาณหนี้ที่ขยับสูงขึ้นถ้วนหน้า และเกษตรกรกลุ่มใหญ่ที่ปลูกพืชหลักมีอัตราการขยายตัวของหนี้สูงกว่ากลุ่มอื่น
ตารางที่ 1 จำแนกลูกหนี้ 3.73 ล้านรายออกเป็น 9 กลุ่มตามฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร พบว่ากลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือเกษตรผสมผสาน (2.1 ล้านราย) และกลุ่มปลูกข้าว (0.6 ล้านราย) โดยทุกกลุ่มมีอายุเฉลี่ยของลูกหนี้สูงถึง 57–61 ปี ซึ่งสูงกว่าอายุเฉลี่ยของลูกหนี้รายย่อยทั่วไปในระบบอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 231,275 บาทต่อปี โดยกลุ่มประมง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และไม้ผล มีระดับรายได้สูงกว่ากลุ่มอื่น
| กลุ่มเกษตรกร | จำนวนลูกหนี้ | อายุ | รายได้ครัวเรือนต่อปี (ล้านบาท) | มีกรรมสิทธิ์ที่ดิน (%) | ที่ดินที่เป็นเจ้าของ (ไร่) |
|---|---|---|---|---|---|
| ผู้ทำเกษตรผสมผสาน | 2,097,148 | 60.2 (10.7) | 234,345.5 (199565.1) | 71% | 19.3 (59.6) |
| ผู้ปลูกข้าว | 599,538 | 59.3 (11.4) | 210,446.3 (179066.8) | 67% | 14.9 (113.6) |
| ผู้ปลูกยางพารา | 118,883 | 57.3 (11.0) | 261,905.5 (224780.7) | 51% | 11.9 (10.8) |
| ผู้ทำปศุสัตว์ | 97,853 | 61.2 (12.0) | 214,221.7 (187758.8) | 0.4% | 107.8 (2190.9) |
| ผู้ปลูกผักผลไม้ | 83,660 | 59.6 (11.4) | 274,740.5 (261584.0) | 38% | 9.1 (176.6) |
| ผู้ปลูกพืชไร่ | 78,530 | 57.5 (11.6) | 237,251.3 (210093.2) | 36% | 22.2 (22.8) |
| ผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน | 18,271 | 57.1 (11.3) | 334,441.7 (278430.0) | 59% | 13.9 (12.6) |
| ผู้ทำประมง/เลี้ยงสัตว์น้ำ | 11,576 | 60.1 (11.7) | 346,885.3 (316606.0) | 8% | 14.1 (53.7) |
| ผู้ปลูกพืชอื่น ๆ | 7,701 | 58.7 (11.2) | 248,115.6 (229398.2) | 23% | 10.8 (16.7) |
| ไม่มีข้อมูลการทำเกษตร | 616,229 | 57.6 (12.9) | 227,422.7 (201830.5) | 0.2% | 16.0 (16.0) |
| รวม | 3,729,389 | 59.5 (11.3) | 231,275.9 (199678.3) | 55% | 18.1 (82.1) |
ข้อมูลในรูปที่ 3 ชี้ให้เห็นว่าเกษตรกรในกลุ่มที่ต้องลงทุนสูง เช่น ประมงและพืชยืนต้น อย่างปาล์มน้ำมัน ยางพารา และผักผลไม้ มีระดับหนี้เฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มอื่น อย่างไรก็ตาม ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา หนี้ในทุกกลุ่มขยายตัวขึ้นถ้วนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มชาวนาและชาวไร่ที่ทำเกษตรผสมผสานซึ่งเป็นลูกหนี้กลุ่มใหญ่ที่สุด ที่หนี้มีแนวโน้มขยายตัวมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคเกษตรไทย ที่เกษตรกรต้นน้ำกำลังติดอยู่ในวงจร 'ผลตอบแทนต่ำแต่ความเสี่ยงสูง' จากผลิตภาพและมูลค่าสินค้าที่ด้อยลงสวนทางกับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น สภาวะที่รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพเช่นนี้บีบให้เกษตรกรต้องพึ่งพิงหนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
โดยรูปที่ 4a จากข้อมูลสำรวจภาคสนามกับลูกหนี้เกษตรกร 3,840 รายทั่วประเทศ (Chantarat et al., 2026) พบว่าลูกหนี้มีหนี้เฉลี่ยถึง 2.6 แหล่ง นอกจาก ธ.ก.ส. ที่เป็นแหล่งเงินกู้หลักแล้ว 55% ของลูกหนี้ยังมีหนี้จากกองทุนหมู่บ้าน 23% มีหนี้กับบริษัทลิสซิ่ง 12% มีหนี้กับสหกรณ์หรือสถาบันการเงินชุมชนอื่น ๆ เช่น กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต 9% มีหนี้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นของรัฐ และ 11% มีหนี้นอกระบบอื่น ๆ โดย (Chantarat et al., Forthcoming) พบว่าหนี้จาก ธ.ก.ส. คิดเป็นสัดส่วนอย่างน้อย 80% ของพอร์ตหนี้ต่อราย รองลงมาคือหนี้จากบริษัทลิสซิ่งและกองทุนหมู่บ้าน
และรูปที่ 4b แสดงภาพรวมของสัดส่วนหนี้จากแต่ละแหล่งตามพฤติกรรมการชำระหนี้ของเกษตรกร และพบว่าสินเชื่อ ธ.ก.ส. มีสัดส่วนของหนี้ที่มีการชำระเพียงดอกเบี้ยเกินครึ่งพอร์ต ต่างจากหนี้จากสถาบันการเงินอื่น ๆ ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรจำเป็นต้องเริ่มต้นที่ ธ.ก.ส. เป็นลำดับแรก นอกจากนี้ การเข้าถึงแหล่งเงินกู้หลายแห่งที่ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน ก็อาจเป็นต้นตอสำคัญของการก่อหนี้เกินศักยภาพ และนำไปสู่ปรากฏการณ์ "ผลัดผ้าขาวม้า" คือกู้จากแหล่งใหม่เพื่อไปหมุนเวียนชำระแหล่งเดิม ซึ่งเป็นการหล่อเลี้ยงวงจรหนี้ให้หมุนวนต่อเนื่องไม่จบสิ้น (Chantarat et al., 2023)
ข้อเท็จจริงที่ 5: พฤติกรรม “จ่ายแต่ดอก” ได้กลายเป็นวัฒนธรรมการชำระหนี้ของเกษตรกรส่วนใหญ่ของไทย โดยเฉพาะกับหนี้จาก ธ.ก.ส
จากข้อมูล NCB ตลอด 8 ปีที่แบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 3 ช่วง (ก่อน ระหว่าง และหลังโควิด-19) ในรูปที่ 5 พบว่าสัดส่วนเกษตรกรที่สามารถชำระเงินต้นได้อย่างสม่ำเสมอลดลงต่อเนื่องจาก 20% เหลือไม่ถึง 15% ในปัจจุบัน สวนทางกับกลุ่มที่ชำระเพียงดอกเบี้ยซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 20% เป็นกว่า 40% ขณะเดียวกัน กลุ่มลูกหนี้เสียที่ค้างชำระต่อเนื่องหรือ "Zombie NPL" ก็เพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 10% อย่างมีนัยสำคัญ
การติดตามพฤติกรรมรายลูกหนี้ชี้ให้เห็นว่า ตลอด 8 ปีมีลูกหนี้ที่ชำระเงินต้นได้ตามปกติอย่างสม่ำเสมอไม่ถึง 10% ขณะที่ลูกหนี้ส่วนใหญ่ติดอยู่ในวงจรการชำระเพียงดอกเบี้ย หรือสลับสถานะไปมาระหว่างการชำระเพียงดอกเบี้ยกับการเป็นหนี้เสีย นอกจากนั้น ปรากฏการณ์ที่ลูกหนี้ NPL สามารถปรับสถานะกลับมาเป็นปกติได้นั้นส่วนใหญ่เป็นผลจากมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นที่ประคับประคองสถานะไว้เพียงชั่วคราว โดยยังไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่การชำระเงินต้นเพื่อปิดจบหนี้ได้อย่างยั่งยืน ข้อเท็จจริงที่น่ากังวลนี้เป็นสัญญานที่ชี้ไปถึงแนวโน้มการเป็นหนี้เรื้อรังที่ปิดจบได้ยากในวงกว้าง
รูปที่ 6 แสดงการกระจายตัวของอายุลูกหนี้ร่วมกับอายุที่คาดว่าจะปิดจบหนี้ได้ทั้งหมดซึ่งคำนวณจากการนำหนี้ที่เหลือในปัจจุบัน มาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมการชำระหนี้เฉลี่ยในอดีต 5 ปี (โดยไม่นับเวลาที่อยู่ในมาตรการพักหนี้) และพบว่าเกษตรกรกว่าร้อยละ 52 ในทุกช่วงอายุ มีแนวโน้มไม่สามารถชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นได้ก่อนอายุ 70 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์อายุที่ความสามารถในการหารายได้เพื่อชำระหนี้ลดลงอย่างมาก
ข้อเท็จจริงนี้คือผลลัพธ์ระยะยาวของพฤติกรรมการ "ชำระเพียงดอกเบี้ย" ที่ทำกันในวงกว้างเรื่อยมา และ เมื่อลูกหนี้ส่วนใหญ่กำลังตกอยู่ในกับดักหนี้ การมองปัญหาและออกแบบนโยบายแก้หนี้เกษตรกรให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาว จะมุ่งเน้นเพียงการบริหารจัดการเพียงภาวะ NPL ไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องก้าวไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อ "ปลดล็อก" ขีดความสามารถของเกษตรกรให้สามารถจ่ายคืนเงินต้น ลดภาระหนี้ และนำไปสู่การปลดหนี้ได้จริงในระยะยาว
ข้อเท็จจริงที่ 7: มาตรการแก้หนี้ส่วนใหญ่ยังเน้นการช่วยเหลือระยะสั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสีย มากกว่าการปลดล็อกปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว
จากข้อมูลในรูปที่ 7 พบว่ามาตรการหลักประกอบด้วย
- การเลื่อนงวดชำระเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้กลายเป็น NPL ซึ่งสามารถทำได้เรื่อย ๆ และไม่ได้มีเงื่อนไขในการสร้างวินัยในการชำระหนี้
- มาตรการพักหนี้ที่เคยออกมาอย่างต่อเนื่องในอดีต
ซึ่งทั้งสองส่วนนี้เน้นการบรรเทาภาระในระยะสั้น แม้ปัจจุบันสัดส่วนของมาตรการพักหนี้จะลดลงและมีการปรับโครงสร้างหนี้หลังเป็นหนี้เสีย (troubled debt restructuring: TDR) มากขึ้น แต่มาตรการเลื่อนงวดชำระยังคงครอบคลุมลูกหนี้กว่า 25% ในขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกก่อนเป็นหนี้เสีย (preemptive debt restructuring: DR) ซึ่งเป็นหัวใจของการรักษาศักยภาพลูกหนี้กลับยังมีสัดส่วนที่น้อยมากมาโดยตลอด
การพึ่งพิงมาตรการพักหนี้อย่างต่อเนื่องไม่เพียงแต่ทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อวินัยทางการเงินและแรงจูงใจในการชำระหนี้ งานศึกษาโดย Ratanavararak & Chantarat (2022) ชี้ให้เห็นว่าการมีมาตรการพักหนี้ถึง 13 ครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา ได้บิดเบือนพฤติกรรมลูกหนี้จนเกิดภาวะพึ่งพิงมาตรการรัฐ แม้ในปัจจุบันนโยบายจะเริ่มปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบที่มุ่งเป้ามากขึ้น เช่น การพักหนี้เฉพาะกลุ่มยอดต่ำกว่า 300,000 บาท พร้อมเพิ่มเงื่อนไขการปรับลำดับชำระเพื่อจูงใจลูกหนี้ที่มีศักยภาพให้ยังคงชำระหนี้ต่อเนื่อง (Vannavanit et al., 2026)
ในภาพรวม ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่านโยบายแก้หนี้ที่ผ่านมาอาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็นทางออก แต่กลับกลายเป็น "กับดักนโยบาย" ที่เพียงแค่เลื่อนระยะเวลาการเผชิญหน้ากับปัญหาออกไป และในบางมิติอาจเป็นตัวเร่งที่ทำให้เกษตรกรจมลึกอยู่ในกับดักหนี้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น แทนที่จะสามารถหลุดพ้นจากวงจรได้อย่างแท้จริง
| 2560–2562 | 2563–2565 | 2566–2569 | |
|---|---|---|---|
| ไม่มีมาตรการ | 30% | 32% | 27% |
| เลื่อนงวด | n/a | n/a | 25% |
| พักหนี้ (DM) | 61% | 53% | 20% |
| DR | n/a | n/a | 0.001% |
| TDR | 9% | 15% | 28% |
| Litigation (write-off proxy) | 0.02% | 0.06% | 0.09% |
ข้อเท็จจริงทั้ง 7 ข้อข้างต้นได้แสดงให้เห็นแล้วว่าปัญหาหนี้เกษตรกรลึกและเรื้อรัง การทำความเข้าใจและมุ่งเป้าแก้ปัญหาเพื่อพาเกษตรกรก้าวพ้นกับดักหนี้ได้อย่างยั่งยืน จึงจำเป็นต้องใช้มุมมองที่ก้าวไปข้างหน้า (forward-looking lens) (Chantarat et al., Forthcoming) ทำการจำแนกปัญหาการปิดจบหนี้ตาม "แนวโน้มที่จะปิดจบหนี้ได้" โดยพิจารณาจากจำนวนปีที่ลูกหนี้ต้องใช้ในการปลดหนี้ทั้งหมดเปรียบเทียบกับ "ระยะเวลาการทำงานที่เหลืออยู่" จนถึงวัยเกษียณที่อายุ 70 ปี
โดยรูปที่ 8a เปรียบเทียบ 2 มิติของปัญหาการปิดจบหนี้ โดย DTR (Debt to Expected Repayment Ratio) วิเคราะห์จากพฤติกรรมการชำระหนี้ที่ผ่านมา โดยนำยอดหนี้คงเหลือหารด้วยค่าเฉลี่ยการชำระหนี้รายปีในรอบ 5 ปี (ไม่นับปีที่พักหนี้) แล้วเปรียบเทียบกับจำนวนปีที่เหลือในการทำงาน และ DTI (Debt to Expected Residual Income Ratio) วิเคราะห์จากศักยภาพจริง โดยใช้รายได้ครัวเรือนหลังหักค่าใช้จ่ายจำเป็นมาคำนวณ เพื่อดูว่าหากลูกหนี้นำรายได้ส่วนเหลือทั้งหมดมาปิดหนี้ตามศักยภาพ จะต้องใช้เวลานานเท่าใดเมื่อเทียบกับอายุงานที่เหลือ โดย DTR/DTI ที่มีค่ามากกว่า 1 สะท้อนว่าภายใต้พฤติกรรมหรือศักยภาพที่เป็นอยู่ ลูกหนี้จะไม่สามารถปิดจบหนี้ได้ก่อนเกษียณอายุ และการเปรียบเทียบปัญหาการปิดจบหนี้ในสองมิตินี้ ก็จะช่วยให้เราเห็นภาพปัญหาที่ชัดเจนขึ้นว่า "กับดักหนี้" ของแต่ละกลุ่มเกิดจากพฤติกรรมทางการเงิน หรือเกิดจากศักยภาพหรือรายได้ที่ไม่เพียงพอในการชำระเพื่อปิดจบหนี้ได้
| การจำแนกลูกหนี้ (forward looking classification) | % ลูกหนี้ | % ยอดหนี้ |
|---|---|---|
| 1. ปิดจบได้เอง | 25% | 16% |
| 2. มีศักยภาพปิดจบได้ แต่ต้องปรับพฤติกรรมการจ่าย | 30% | 38% |
| 3. หนี้มาก เกินศักยภาพที่จะปิดจบเองได้ | 22% | 29% |
| 4. ไม่มีข้อมูลพอ (unidentified) | 23% | 17% |
แม้ในภาพรวมลูกหนี้ถึง 52% จะมีแนวโน้มปิดจบหนี้ไม่ได้หากยังคงพฤติกรรมการชำระแบบเดิม แต่เมื่อพิจารณาจากศักยภาพ พบว่ามีเพียง 22% เท่านั้นที่มียอดหนี้เกินขีดความสามารถที่จะชำระคืนได้จริง ๆ ข้อมูลนี้สะท้อนว่าปัญหาของลูกหนี้จำนวนมากอาจไม่ได้เกิดจากการไม่มีศักยภาพในการชำระเท่านั้น แต่เกิดจากปัจจัยเชิงพฤติกรรมและปัจจัยอื่นที่ขัดขวางไม่ให้การชำระหนี้นั้นนำไปสู่การลดเงินต้น
รูปที่ 8b ได้จำแนกกลุ่มลูกหนี้ตามความรุนแรงของปัญหาการปิดจบหนี้ และแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงที่น่ากังวลว่า มีเพียง 25% ของลูกหนี้ที่สามารถปิดจบหนี้ได้เอง ในขณะที่ลูกหนี้อีก 30% เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพแต่ยังชำระได้ไม่ดีจึงปิดจบหนี้ไม่ได้ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดและครองสัดส่วนหนี้สูงถึง 38% ของปริมาณหนี้ทั้งหมด ซึ่งลูกหนี้กลุ่มนี้ยังคงมีรายได้ส่วนเหลือเพียงพอที่จะปิดจบหนี้ได้ หากสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการชำระหนี้และมีแรงจูงใจที่เหมาะสม และมีลูกหนี้ถึง 22% ที่มีหนี้เกินศักยภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องการมาตรการช่วยเหลือหรือการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพ
ปัญหาการปิดจบหนี้กระจายตัวอยู่ในทุกกลุ่ม ทุกภูมิภาค แต่มีความเข้มข้นเป็นพิเศษในกลุ่มลูกหนี้สูงอายุ รูปที่ 9 แสดงให้เห็นว่าแม้ปัญหาจะกระจายตัวไปทุกกลุ่มและทุกภูมิภาค แต่จุดที่น่ากังวลคือการกระจุกตัวของกลุ่มหนี้เกินศักยภาพ ในลูกหนี้กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมักมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาในการสร้างรายได้ที่สั้นลง สร้างความท้าทายต่อการออกแบบมาตรการช่วยเหลือและจูงใจให้ชำระหนี้
รูปที่ 10 map ลูกหนี้ตามกลุ่มปัญหาการปิดจบหนี้ กับมาตรการแก้หนี้ที่ผ่านมา โดยได้แบ่งกลุ่มลูกหนี้ออกเป็น 5 กลุ่มคือ
- กลุ่มปกติที่สามารถปิดจบหนี้เองได้
- กลุ่มที่มีศักยภาพแต่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งมีรายได้เพียงพอแต่ติดอยู่ในวัฒนธรรมการชำระเพียงดอกเบี้ย
- กลุ่มที่มีหนี้เกินศักยภาพแต่ยังอยู่ในวัยทำงาน ซึ่งต้องการการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกเพื่อลดภาระให้สอดคล้องกับรายได้ส่วนเหลือ
- กลุ่มสูงวัยที่มีหนี้เกินศักยภาพแต่มีสินทรัพย์ ซึ่งต้องการกลไกบริหารจัดการสินทรัพย์หรือจูงใจให้ทายาทเข้ามาสานต่อการบริหารจัดการหนี้
- กลุ่มสูงวัยที่หนี้เกินศักยภาพและไร้สินทรัพย์ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเปราะบางที่สุดที่ขาดทั้งกำลังและแรงจูงใจในการแก้หนี้ด้วยตนเอง
การวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างกลุ่มลูกหนี้กับมาตรการที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึง "กับดักนโยบาย" และช่องโหว่ที่สำคัญ โดยพบว่ามาตรการช่วยเหลือระยะสั้น เช่น การเลื่อนงวดชำระ ยังคงถูกนำไปใช้เป็นจำนวนมากกับกลุ่มที่มีศักยภาพในการปิดจบหนี้เองได้ ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่ตรงจุด แต่ยังสร้างแรงจูงใจที่บิดเบือน ที่บั่นทอนวินัยทางการเงินและทำให้ลูกหนี้ที่มีศักยภาพละเลยการชำระเงินต้น ในขณะเดียวกันการปรับโครงสร้างหนี้ให้ตรงศักยภาพเพื่อปลดล็อกการชำระเงินต้นโดยเฉพาะกับกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่สามารถปิดจบหนี้ได้ ยังทำอย่างจำกัด
การหนีกับดักนโยบายเพื่อฝ่ากับดักหนี้ จำเป็นต้องอุดช่องโหว่ทางนโยบายใน 2 มิติสำคัญ คือ
ปรับเปลี่ยนจากการบรรเทาปัญหาระยะสั้น ไปสู่การแก้ไขที่ “ปลดกระดุมเม็ดแรก โดย
- ต้องให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างหนี้ให้ตรงศักยภาพ (DR/TDR) พร้อมลดภาระหนี้แบบมีเงื่อนไข: มุ่งเป้าไปที่ลูกหนี้กลุ่มที่มีหนี้เกินศักยภาพแต่ยังพอมีกำลัง (กลุ่ม 3 และ 4) ในวงกว้าง รวมถึงใช้เป็นแรงจูงใจให้กลุ่มที่มีศักยภาพ (กลุ่ม 2) หันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดย Dobbie & Song (2020) และ Aydin (2024) ชี้ชัดว่าการลดภาระหนี้ที่ผูกติดกับเงื่อนไขการชำระ จะให้ประสิทธิผลสูงสุดในการสร้างวินัยและรักษาแรงจูงใจในการปิดจบหนี้ในระยะยาว
- เปลี่ยนจากมาตรการเลื่อนงวดชำระแบบไม่มีเงื่อนไข สู่สัญญาการชำระหนี้ที่ยืดหยุ่น (flexible Contracts): โดยสามารถมุ่งทำได้กับลูกหนี้ทุกกลุ่มที่ยังคงมีความเปราะบางสูง งานศึกษาในต่างประเทศ (Barboni & Agarwal, 2023; Battaglia et al., 2024) พบว่าการให้ทางเลือกพักชำระหนี้สั้น ๆ อย่างมีเงื่อนไข (เช่น ไม่เกิน 2–3 งวดต่อปี) ช่วยลดอัตราการผิดนัดชำระ เพิ่มโอกาสในการลงทุน และกระตุ้นให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายหนี้ก่อนกำหนดได้จริง
- พิจารณาการตัดหนี้สูญ (write-off) อย่างมีกลยุทธ์สำหรับกลุ่มที่ไร้ศักยภาพโดยสิ้นเชิง: สำหรับลูกหนี้กลุ่ม 5 (สูงวัย ไร้สินทรัพย์ หนี้เกินศักยภาพ) นโยบายควรกล้าหาญพอที่จะพิจารณาตัดหนี้เพื่อคืนคุณภาพชีวิตและปลดภาระที่ไม่สามารถชำระได้จริง แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการกลับไปก่อหนี้ใหม่ (Mukherjee et al., 2017) ซึ่งจะช่วยให้ระบบสถาบันการเงินสามารถบริหารจัดการพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปรับเปลี่ยนมาตรการที่ผิดฝาผิดตัว ไปสู่การจัดการที่สอดคล้องกับศักยภาพและพฤติกรรมรายกลุ่ม โดย
- สำหรับลูกหนี้ปกติ สำหรับลูกหนี้ปกติ (กลุ่ม 1): ต้องลดมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นอย่างการพักหนี้หรือเลื่อนงวดที่ไม่มีเงื่อนไข แต่ควรเปลี่ยนไปใช้ สัญญาชำระหนี้ที่มีความยืดหยุ่น (flexible contracts) ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นการชำระหนี้เพื่อส่งเสริมวินัยและพฤติกรรมการเงินที่ดีอย่างต่อเนื่อง
- สำหรับลูกหนี้ที่ขาดศักยภาพในการปิดจบหนี้ (กลุ่ม 3, 4, 5): การใช้เพียงแรงจูงใจทางการเงินไม่เพียงพอ มาตรการจำเป็นต้องมุ่งเน้นการ "ปลดกระดุมเม็ดแรก" ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้เชิงลึกเพื่อลดภาระเงินต้นให้กลับมาสอดคล้องกับศักยภาพรายได้ที่แท้จริง ก่อนจะใช้มาตรการจูงใจอื่นเสริม (Chantarat et al., 2026)
- ลำหรับลูกหนี้ที่ต้องปรับพฤติกรรมถึงจะปิดจบหนี้ได้ (กลุ่ม 2): Chantarat et al. (2026) แสดงให้เห็นว่า มาตรการสร้างวินัยการชำระหนี้คือแนวทางที่คุ้มค่าที่สุด (cost-effective) ซึ่งจะมีประสิทธิผลสูงสุดเมื่อออกแบบตามหลักการ FEAST คือมีความยืดหยุ่น (flexible), ง่าย (easy), จูงใจ (attractive), มีมิติทางสังคม (social) และทันต่อเหตุการณ์ (timely)
ท่ามกลางปัญหาหนี้เกษตรกรที่ทั้ง “กว้าง” ในแง่ลูกหนี้จำนวนมาก และ “ลึก” ในเชิงความรุนแรงของวิกฤต การออกแบบมาตรการแก้หนี้อย่างเป็นรูปธรรมภายใต้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคมจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทาย บทความนี้จึงขอทิ้งท้ายด้วย 3 คำถามสำคัญเพื่อนำไปสู่การวางนโยบายที่ทำได้จริง
สถาบันการเงินจะปรับโครงสร้างหนี้ให้ตรงศักยภาพของลูกหนี้จำนวนมหาศาลอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร?
ซึ่งในบริบทที่มีลูกหนี้จำนวนมาก การประเมินรายได้ไม่ง่าย ประสบการณ์จากต่างประเทศสะท้อนถึงโอกาสในการนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อช่วยในการมุ่งเป้า (targeting) และประเมินศักยภาพที่แท้จริงของเกษตรกรได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วขึ้น
จะระดมทรัพยากรจากแหล่งใดเพื่อรองรับการแก้ปัญหาที่ทั้งกว้างและลึก?
ภาครัฐจำเป็นต้องมีบทบาทนำในการสนับสนุนงบประมาณร่วมกับสถาบันการเงิน โดยต้องมองว่าการลงทุนเพื่อ “ปลดล็อก” ให้เกษตรกรสามารถกลับมาพึ่งพาตนเองในการแก้หนี้ได้นั้น มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มากกว่าการออกมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นแบบเรื้อรัง ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยให้หนี้ลดลงแล้ว ยังอาจซ้ำเติมความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
จะออกแบบมาตรการอย่างไรให้ยังคงรักษาแรงจูงใจและวินัยทางการเงินของลูกหนี้ไว้ได้?
หัวใจสำคัญคือการสร้าง “เงื่อนไขที่วัดผลได้และทำได้จริง” โดยต้องขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นควบคู่ไปกับการสร้างวินัยตามหลักการ FEAST สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือ (partnership) ระหว่าง รัฐ (สนับสนุนงบประมาณและองคาพยพในการสร้างรายได้) สถาบันการเงิน (ดำเนินมาตรการกระตุ้นและสร้างวินัย) และ ลูกหนี้ (ที่มีความตั้งใจชำระและปิดจบหนี้ตามศักยภาพ) (Chantarat et al., 2026)
ท้ายที่สุด นอกจากการจัดการหนี้เดิม ความยั่งยืนในระยะยาวต้องอาศัยการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่หนุนการปรับตัว ควบคู่กับการเสริมสร้างวินัยทางการเงิน การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและ safety net โดยมีหัวใจสำคัญที่สุดคือการยกระดับศักยภาพและรายได้เพื่อให้เกษตรกรเข้มแข็งพอที่จะพึ่งพาตนเองได้










